ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสบรรยายเรื่องการเงินส่วนบุคคล ให้กับพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ทางบริษัทใช้ชื่อกิจกรรมว่า Happy Time (ต้องบอกว่ากิจกรรมบริษัทเค้าน่ารักมาก) ในช่วง Q&A มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ และอยากหยิบมาพูดคุยกันในบทความนี้
“อยากให้โค้ชแนะนำ อิสรภาพการเงินแบบฉบับพนักงานประจำให้หน่อยครับ ว่ามันเป็นไปได้มั้ย หรือมันต้องเป็นคนทำธุรกิจหรือนักลงทุนเท่านั้น ถึงจะมีอิสรภาพการเงินได้”
ถ้าเป็นแต่ก่อนด้วยความเป็นสาวกของหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู ผมก็คงตอบไปว่า “ทำงาน เก็บเงิน แล้วนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ให้ได้มากกว่ารายจ่ายต่อเดือน เมื่อนั้นเราก็จะมีอิสรภาพการเงินได้”
แต่ครั้งนี้ผมกลับตอบกลับไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตรงกับใจผู้ฟังหรือเปล่า แต่สาบานว่าผมตั้งใจตอบจริงๆ
คำแนะนำของผม สำหรับเจ้าของคำถามเมื่อวานนี้ คือ ถ้าไม่ติดเรื่องนิยามเก่าๆ หรือเอามุมคิดทางการเงินเดิมๆ เป็นที่ตั้ง การเป็นพนักงานประจำก็สามารถทำให้เรามีอิสระได้ ถ้า …
1) เรา “เลือก” ที่จะทำงานประจำด้วยตัวเราเอง
ผมว่าถ้าชีวิตเรามี “อิสระ” ในการ “เลือก” อย่างเลือกงานที่ชอบ ที่อยากทำ ผมว่ามันก็เป็นอิสรภาพในแบบหนึ่งได้เหมือนกันนะ จะเรียกว่า อิสรภาพทางความคิด ก็คงจะได้
หลายคนได้ทำงานที่ตัวเองรัก หรือบางคนอาจไม่ได้ชอบงานที่ทำตั้งแต่เริ่ม แต่ก็ค่อยๆ ไต่เต้าจนเติบโตไปในระดับที่ใช่หรือเปลี่ยนไปอยู่ในสายงานที่คาดหวังในภายหลัง ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย มาทำงานบางวันอาจไม่แฮปปี้บ้าง แล้วยังไง? เอาเข้าจริงไม่ว่าจะทำงานอะไร อาชีพอะไร หรือเป็นอะไร ชีวิตคนเรามันก็มีวันดีๆ ผสมวันร้ายๆ (ไปจนถึงร้ายมาก) ปะปนอยู่เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ! (จริงมั้ย)
ยิ่งถ้างานที่คุณทำ สามารถสร้างความรู้สึก “ภูมิใจ” และความรู้สึก “มีคุณค่า” ให้กับคุณได้ด้วย ก็น่าจะยิ่งทำให้เรามีความสุขกับงานมากเข้าไปใหญ่ ถ้าเรามีความรู้สึกกับงานแบบนี้ ผมว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตประมาณนึงแล้วนะ
2) รายได้เพียงพอตอบโจทย์การใช้ชีวิต
ถ้าเราได้อยู่ในที่ๆใช่ ในงานที่ชอบ แถมยังมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้เพียงพอ มีกินใช้มีเหลือเก็บ เลยไปถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบที่เป็นตัวเราได้ (เกินกว่าระดับ Need ไปแตะระดับ Want ได้) ใช้ชีวิตแต่ละวันแบบไร้ความกังวลทางการเงิน ชีวิตการทำงานแบบนี้ ก็น่าจะถือว่าใช้ได้อยู่เหมือนกันนะ
30 วัน เงินใช้พอไม่ต้องหยิบยืม เงินเก็บเงินออมมี อยากเรียนต่อได้เรียน อยากท่องเที่ยวต่างประเทศก็เก็บเงินไปเที่ยวได้ หรืออยากซื้อบ้าน ซื้อรถ งานที่ทำก็เอื้อให้เราไปถึงจุดนั้นได้ และระหว่างทางมีตัวช่วยสะสมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ทำให้มั่นใจว่าเลิกทำงานแล้วชีวิตไม่เดือดร้อน อันนี้จะยิ่งโอเคมากๆ
แต่ถ้ารายได้ยังไม่ตอบโจทย์ อันนี้ก็อาจต้องสู้หรือต้องปรับเปลี่ยนกันหน่อย!!
เพราะหากอยู่กับงานที่ชอบ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ต้องลำบาก แบบนี้ถือก็ถือว่าบริหารชีวิตไม่ได้เรื่องอยู่เหมือนกัน มันต้องควบคู่กันไปได้ ไม่เช่นนั้นทำงานนานไป ปัญหาการเงินจะเริ่มกัดกร่อนชีวิต และทำให้เราไม่ชอบงานที่เคยชอบเอาได้เหมือนกัน
อีกเรื่องที่ควรทำควบคู่กัน ก็คือ การบริหารความเสี่ยง จากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ถ้าที่ทำงานมีสวัสดิการสนับสนุน และช่วยตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้บริหารเงิน บริหารชีวิตง่ายขึ้น
3) มีการสะสมเงิน ต่อยอด ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ และพร้อมที่จะดูแลตัวเองในวันที่พักจากการทำงาน
ถ้าเราทำงาน บริหารเงินได้ดี สะสมและต่อยอดเงินที่มีได้เรื่อยๆ อาศัยตัวช่วยในงานประจำ อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ข้าราชการ) กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (พนักงานบริษัท) บวกกับความรู้การเงินในการจัดการลงทุนของตัวเอง ก็มีโอกาสที่เราจะมีเงินเก็บหลักล้าน ไม่แพ้คนทำอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการ (หรือบางทีอาจมากกว่าก็มีนะ)
ถึงตรงนี้บางคนอาจบอกว่า แต่งานประจำมันขาดอิสรภาพด้านเวลา ผมว่าสมัยใหม่ เวลาการทำงานก็ยืดหยุ่นขึ้นนะ ในอนาคตการผสมผสานระหว่างทำงานที่บริษัทกับที่บ้านน่าจะยิ่งมากขึ้นด้วย หรือถ้าหากมีกิจสำคัญ มีเหตุผล การลาหยุดพักบ้างก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาเท่าไหร่นะ และจะว่าไปถ้าทำธุรกิจส่วนตัวหรือฟรีแลนซ์แล้วบริหารเวลาไม่ดี อันนั้นก็แย่ไม่แพ้กันเลยนะ
ลูกศิษย์ผมคู่หนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานไอที ให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง ตอนมาเรียนกับผมทั้งคู่อายุ 40 และ 42 ปี ทั้งสองคนตั้งใจทำงานขยันออมเงิน เริ่มจาก 5% ในตอนเริ่มทำงานที่เงินเดือนหมื่นนิดๆ จนปัจจุบันออมที่ระดับ 30% ทั้งคู่ บริหารหนี้สินดี ลงทุนต่อเนื่อง มีเงินในกองทุนทั้งสำรองเลี้ยงชีพและ RMF รวมกัน 5 ล้านบาท และยังวางแผนสะสมร่วมกันต่อเนื่อง
ว่ากันตามจริง อายุเท่านี้ คู่สามีภรรยามีสะสมได้เท่านี้ก็ไม่ได้เยอะมาก แต่ตลอดเวลาที่นั่งคุยให้คำปรึกษาทั้งสองคน ผมสัมผัสได้ถึงความสุข และชีวิตที่ทั้งสองคนพอใจ (สมัยก่อนผมให้คำปรึกษาที่ฟู้ดคอร์ตในห้าง คุยวางแผนการเงินไปด้วย กินข้าวกันไปด้วย)
ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าห้ามหรือขวาง ไม่ให้ออกมาทำอาชีพอื่น เพราะแน่นอนว่าทางเลือกของแต่ละคน ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เพียงแต่จะบอกว่า “อยู่ตรงไหน เราก็ทำชีวิตให้มีอิสระทางการเงินและมีความสุขได้” ถ้าเราเข้าใจวิธีบริหารเงินให้ตรงกับโจทย์ของตัวเอง เลือกได้จัดสรรได้ ไม่ใช่ต้องทำงานนี้เพราะไม่รู้จะไปทำอะไร หรือต้องทนๆทำไป เพราะมีภาระหนี้สินเยอะ
แน่นอนว่าวันข้างหน้า อะไรๆ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ วันนี้เป็นพนักงานประจำ วันข้างหน้ามีความท้าทายมีโอกาสผ่านเข้ามา ก็อาจลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการก็ได้
หรือในทางกลับกัน ใครที่วันนี้เป็นฟรีแลนซ์ วันข้างหน้าได้รับข้อเสนอให้กลับเข้ามาทำงานประจำ มีรายได้แน่นอนในระดับที่พอใจ จะกลับมาทำงานก็ใช่ว่าจะเสียหรือขาดอิสรภาพไป เพราะอิสระอยู่ในความคิดของเรา หาใช่งานหรือหัวโขนที่เราสวมเสียเมื่อไหร่กัน
โค้ชหนุ่มอาจเริ่มอายุเยอะ เจอคนมากขึ้นเรื่อยๆ คำตอบในใจก็เลยอาจเปลี่ยนแปลงไป ได้เห็นแง่มุมในทุกๆ คำตอบ ในหลากหลายทางเลือก ในหลากหลายรูปแบบ และชวนให้เข้าใจว่า “ไม่มีอะไรผิดหรือถูก”
ขอแค่เราเป็นคน “เลือก” มันด้วยตัวเอง อิสระเล็กๆ ก็เริ่มต้นขึ้นได้แล้วครับ

